บริหารความเสี่ยงอย่างเหนือชั้น รับประกันผลน่าพอใจ

ประโยคที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ท้ายการโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องการลงทุนต่างๆ อย่าง 'การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน' เป็นประโยคที่แทบทุกคนคุ้นหูและคงคุ้นเคยกันดี เพราะนั่นเป็นเหมือนประโยคที่คอยย้ำเตือนให้นักลงทุนไม่ว่าจะหน้าเก่าหน้าใหม่ตระหนักถึง 'ความเสี่ยง' อันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจากปัจจัยหลายๆ ด้าน เพราะไม่ว่าการลงทุนใดๆ ก็ตาม เมื่อมี 'ได้' ก็ต้องมี 'เสีย' ด้วยกันทั้งนั้น หากศึกษาข้อมูลไม่แน่ชัด หรือปล่อยให้ความโลภ อยากได้ อยากมีเข้าครอบงำ ผลลัพธ์ก็อาจถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวกันทีเดียว

แต่หากมองในแง่ดี บางที 'ความเสี่ยง' ก็เหมือนเป็นแรงขับ ไม่ว่าจะลงทุนอะไรหากศึกษาจนมั่นใจและเลือกสถาบันการลงทุนที่น่าเชื่อถือแล้วลองลงสนามเสี่ยงดูสักตั้ง บางครั้งก็อาจให้ผลตอบแทนที่คุ้มเกินคุ้ม

ดูอย่างคุณเบญญาลักษณ์ นักพานิชย์ นักบริหารความเสี่ยงมือฉมังแห่งบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของเมืองไทยที่บริหารความเสี่ยงมาแล้วแทบทุกรูปแบบ เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องตัดสินใจอะไรเพื่อชีวิตของตัวเองสักครั้ง เธอจึงขอศึกษาให้ดีและเลือกสถาบันที่น่าไว้วางใจ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็แสนจะคุ้มค่า

นักบริหารความเสี่ยง

"ตอนนี้พี่ทำงานตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบริหารความเสี่ยงของบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ก็จะเป็นคนคอยดูแลความเสี่ยงทั่วไปของบริษัทค่ะ ดูแลเรื่องของความเสี่ยงและหลักการในการซื้อขายหุ้น ดูแลความเสี่ยงทางด้านเครดิตของลูกค้า คือลูกค้าทุกรายที่จะมาเปิดบัญชีก็จะต้องผ่านมาให้พี่พิจารณาว่าวงเงินที่จะเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายควรอยู่ที่ตรงไหน จริงๆ ประเภทของวงเงินก็จะอยู่ที่ความต้องการของลูกค้ากับมาร์เก็ตติ้งเสนอมา แต่หลักการว่าเราจะรับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับเราพิจารณากับเกณฑ์ของบริษัท ถ้าลูกค้าชำระเงินไม่ได้ควรทำอย่างไร อันนั้นเป็นหนึ่งความเสี่ยงใหญ่ของบริษัท อีกความเสี่ยงหนึ่งก็คือช่วยดูเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน อันนี้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารเงินกับทางบัญชีดูแลอยู่ เราก็คอยดูอยู่ห่างๆ

"อีกส่วนหนึ่งที่พี่ช่วยทำก็จะเป็นเรื่องของการควบคุมความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของบริษัทว่าเราต้องมีวิธีการ มีหลักการทำงานอย่างไร แล้วในช่วงภาวะที่ตลาดผันผวนในตลาดหลักทรัพย์ที่ลูกค้าเอาหลักประกันมาวางเอาไว้แล้วมีขึ้นๆ ลงๆ ตามเกณฑ์เราก็ต้องกำกับว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทหรือคอยแนะนำมาร์เก็ตติ้งว่าต้องช่วยติดตามให้ลูกค้าวางหลักประกันอย่างไรเพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียหายแล้วบริษัทก็ไม่เสียหายด้วย นี่ก็เป็นหลักๆ ของงานที่ทำอยู่ค่ะ"

ความยากอยู่ที่การรักษาสมดุล

"ปกติพี่ทำงานเป็นเวลาค่ะ ก็อิงตามเวลาเปิดเวลาปิดของตลาดหลักทรัพย์ ชั่วโมงทำงานตามระเบียบบริษัทประมาณ 8 โมง 15 ถึง 5 โมง 15 แต่ในส่วนตัวของพี่นี่ไม่ค่อยได้เวลาอย่างนั้น ก็มักจะมีเลยเลทไป ยิ่งช่วงหลังๆ ตลาดอนุพันธ์เขาจะมีการเทรดทองภาคกลางคืนก็จะมีขยายตลาดไปถึงสี่ทุ่มครึ่ง พี่ก็ไม่ค่อยอยู่ดูยกเว้นแต่ว่าวันไหนที่ตลาดผันผวนมากๆ ดูแล้วอาการไม่ค่อยดีก็จะอยู่บ้าง เผื่อว่าบางทีมาร์เก็ตติ้งมีเรื่องต้องหารือเพราะบางทีเราก็ต้องเตรียมตัวบังคับขายหรือเรียกหลักทรัพย์ลูกค้ามาประกันเพิ่มให้ได้ตามเกณฑ์เพื่อป้องกันความเสียหายซึ่งกันและกันแล้วมันก็เป็นความล่อแหลม อย่างเช่นวันนี้บังคับขายแล้วราคาไม่ดี วันรุ่งขึ้นราคาดีดเด้งขึ้นไป ซึ่งหากว่าลูกค้าไม่เข้าใจหรือเจ้าหน้าที่ทำงานไม่รัดกุมพอเราก็มีความเสี่ยงที่จะถูกลูกค้าฟ้องได้ที่ทำให้หลักทรัพย์เขาเสียมูลค่าไป ก็ต้องคอยดูว่าจะทำอย่างไรให้เราไม่ถูกฟ้อง ลูกค้าไม่ร้องเรียน ต้องบาลานซ์หลายส่วน"

"ความยากก็คือตรงนี้แหละค่ะที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะบาลานซ์ให้บริษัทอยู่ได้ มาร์เก็ตติ้งอยู่ได้ แล้วลูกค้าก็อยู่ได้มีกำไร ซึ่งตรงนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของมาร์เก็ตติ้งด้วย คือเราต้องดูว่าลูกค้ามีเวลธ์แล้วหากมันตีกลับหรือผันผวนลงมาแล้วนี่บริษัทก็ไม่เสียหาย นั่นคือความยาก แล้วทำอย่างไรลูกค้าถึงจะยอมรับตรงจุดนั้นด้วย เป็นเรื่องที่ยากตรงนั้น

"ในชีวิตการทำงาน พี่ขึ้นศาลมาหลายรอบแล้ว ซึ่งเรื่องของการฟ้องร้องนี่สถาบันการเงินก็มักจะชนะเป็นส่วนใหญ่ แต่เราต้องดูว่าชนะแล้วได้อะไร มีแต่บาดเจ็บเสียหายไปด้วยกัน เพราะพูดกันจริงๆ แล้วสถาบันการเงินไม่มีใครอยากฟ้องลูกค้า เราอยากทำธุรกิจกับลูกค้าไปนานๆ ให้ลูกค้ามีความพอใจ มีรายได้เยอะๆ มีกำไรมากๆ แล้วก็ทำธุรกิจกับเราไปได้นานๆ นั่นคือความยาก ซึ่งมันต้องผสมผสานกับการทำงานของมาร์เก็ตติ้งด้วย อย่างพี่นี่ภาษาในวงการเขาจะเรียกว่าหลังบ้าน ต้องคอยสนับสนุน กำกับควบคุมและแบ็กอัพให้ดีๆ"

จัดการกับความเครียดด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ

"เดี๋ยวนี้ปล่อยวางเยอะ เดี๋ยวนี้อาจจะอายุเยอะ เมื่อก่อนก็ไปทำกิจกรรมทุกรูปแบบ ตีกอล์ฟ ดำน้ำ อ่านหนังสือ ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนทุกอย่าง ใครชวนไปไหนก็ไป จนบางช่วงบางเวลาได้อยู่บ้านแล้วเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข แต่ว่าหลังๆ กิจกรรมพวกนี้ก็ค่อยๆ น้อยลง ก็มาเย็บผ้าทำการฝีมือ หักมุม

"ที่อยู่ดีๆ หันมาทำเรื่องพวกนี้ก็เพราะว่ากิจกรรมที่มันต้องใช้แรงหรือโลดโผนมากเหมือนเมื่อก่อนนี่ก็เหมือนจะทำไม่ได้แล้ว นี่ก็เลยเป็นเหตุให้เข้าไปหา Slim Up Center เพราะว่าช่วงที่เรามาเจองานเยอะๆ เลิกงานค่ำๆ พอตำแหน่งมันใหญ่ขึ้นแล้วทำงานกับเอกสารมากๆ เลยไม่ค่อยได้ไปฟิตเนส เมื่อก่อนพี่ไปฟิตเนสเยอะ อาทิตย์หนึ่งต้องไปสามถึงสี่ครั้ง หรือเวลามีงานวิ่งมินิมาราธอนที่ไหนนี่เราก็ไป วิ่ง 10 กิโลฯ นี่วิ่งได้ แต่ว่าหลังจากที่ไม่ได้ออกกำลังกายแล้วก็กลายเป็นอ้วน น้ำหนักมาก ไขมันเยอะ แล้วเมื่อสามปีที่แล้วนี่ก็มีไขมันขึ้น แล้วที่หยุดตีกอล์ฟไปนี่ก็เพราะว่าช่วงนึงพอพีคมากๆ แล้วมันก็เจ็บเข่า อาจจะด้วยส่วนหนึ่งวิ่งมาเยอะ แล้วก็พอน้ำหนักเยอะเดินแล้วก็เจ็บเข่า ครั้งสุดท้ายที่ตีกอล์ฟนี่ตีได้เก้าหลุมแล้วก็หยุดเลยเพราะว่าเจ็บมาก พอมาวิเคราะห์ตัวเองก็เลยคิดว่ามันน่าจะมากับอายุ น่าจะมาจากความอ้วน สูงสุดของพี่นี่น้ำหนักไปแตะอยู่ที่ 65 กก. จากที่สมัยก่อนอยู่ที่ประมาณ 52 กก."

หวานมัน อาหารโปรด

"เรื่องพฤติกรรมการกินของพี่นี่ก็คือพี่จะชอบกินอาหารมันๆ ชอบอาหารจำพวกครีมอะไรอย่างนี้ อร่อย แล้วมื่อก่อนนี้ทานกาแฟเย็นเช้ากับบ่าย เช้าแก้วบ่ายแก้ว บางทีก็มีเย็นอีกแก้วนึง แค่กาแฟเย็นสามแก้วก็เรียบร้อยแล้ว บางทีกลับมาบ้านค่ำๆ เมื่อก่อนเคยออกกำลังกายก็ไม่ออกกำลังกายแล้ว บางทีกลับมาถึงบ้านห้าทุ่ม อยากทานก็ขับรถออกไปเซเว่นฯ ซื้อไส้กรอกทานก็เอา สองแท่งสามแท่งแล้วก็นอน น้ำหนักมันก็เลยมา"

น้ำหนักมาก โรคถามหา 'เอื้อง สาลินี' คือแรงบันดาลใจให้สู้

"ตอนนั้นพี่เจ็บเข่า เจ็บเข่าแล้วก็ไปหาหมอ หมอก็บอกว่าพี่ต้องลดน้ำหนักแล้วนะคะ แล้วมีอยู่วันนึงก็เหมือนจะไปเป็นลมที่ทำงาน ความดันขึ้นไม่รู้ตัว ลูกน้องก็พาไปโรงพยาบาลแล้วก็พอตรวจอะไรเสร็จก็กลายเป็นว่าคอเลสเตอรอลเกินไป 250 - 260 แล้วความดันก็ขึ้นไปเรื่อยๆ ขนาดหมอให้นอนพักแล้วตรวจใหม่ก็วัดได้ตั้งแต่ความดัน 156 จนขึ้นไปถึง 190 ในหนึ่งชั่วโมงทั้งที่เคยเป็นคนความดันปกติ ตรวจสุขภาพทุกปี หมอก็บอกให้แอดมิดไปเลย เช็คทั่วร่างกาย ตอนนั้นก็อยู่โรงพยาบาล 4 - 5 วันเช็คอาการ พอออกมาก็เจ็บเข่าอีก เช้าวันหนึ่งตื่นมาชั่งน้ำหนัก ตายแล้ว 65 กก. ก็เลยคิดว่าไม่ได้แล้ว อยากลดน้ำหนัก แล้วคนที่เป็นแรงบันดาลใจให้พี่มากๆ เลยก็คือ 'คุณเอื้อง สาลินี ปันยารชุน' พี่รู้สึกว่าเขาไม่น่าจะลดน้ำหนักได้เลย แต่เขาก็มาผอมได้ ทีแรกพี่เห็นเขาแต่ในโฆษณา แต่วันนึงพี่ไปงานที่อิมแพคเมืองทอง คุณเอื้องเอาโบว์ชัวร์เดินมาให้พี่ พี่ก็เห็นว่าแกผอม รูปร่างดีจริงๆ พี่ก็เลยมีความรู้สึกว่าขนาดนี้เขายังลดได้เลย แล้วสัปดาห์ถัดมาพี่ก็เข้าไปที่ Slim Up Center ที่เซ็นทรัลเวิลด์"

เอวหายภายในครึ่งชั่วโมง

"พอจัดกรอบรูปร่างแล้วนี่เจอทุกส่วนเลย คุณไก่ผู้จัดการ Slim Up Center สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เขาก็บอกว่าต้องทำอะไรบ้างตามที่เครื่องเขาวิเคราะห์ออกมา แล้วเรามีพังผืดมีไขมันตรงไหนเยอะ ตรงไหนเยอะสุด... เยอะสุดก็ต้นขา ตอนนั้นสะโพก 44 นิ้ว กางเกงตัวไหนก็ใส่ไม่ได้ทั้งสิ้น ต้องซื้อใหม่ตลอดเวลา

"ทีแรกพี่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อคอร์สเพราะที่เขาบอกมานี่ก็ค่อนข้างคอร์สใหญ่ ถ้าตามน้ำหนักที่อยากได้ต้องซื้อประมาณนั้นประมาณนี้ เราก็ไม่อยากลงทุนเยอะ เขาก็เลยให้ลองทำตัว CPS ให้พี่ลองทำอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็เป็นอะไรที่อะเมซิ่งตื่นเต้นกับชีวิตมาก เพราะว่าครึ่งชั่วโมงเอวหายไปหนึ่งนิ้วเลย จาก 35¨ เหลือ 34¨ มันจะเป็นไปได้อย่างไร เขาก็เชียร์ให้พี่ซื้อแต่พี่อยากกลับบ้านไปลองคิดดูก่อนเพราะว่ามันแพง

"พอกลับมาบ้านลองดูได้สามวัน ปรากฏว่าหนึ่งนิ้วนั้นมันยังไม่เด้งกลับ เลยคิดว่าเออมันทำได้เนอะ เพราะถ้าไม่ดีจริงหนึ่งนิ้วนั้นก็คงกลับมาแล้ว สามวันผ่านไปก็เลยกลับไปคุยกับเขาใหม่ เขาก็วิเคราะห์ว่าขั้นต่ำคุณต้องซื้ออย่างนั้นอย่างนี้ พี่ก็เลยตัดสินใจบอกว่าถ้าขั้นต่ำต้องซื้ออย่างนี้ พี่ซื้อมากกว่าขั้นต่ำอีกนิดนึงดีกว่า ไม่งั้นซื้อใหม่เดี๋ยวแพง ก็เลยลองทำมาเรื่อยๆ"

แรงตอนท้าย เบ็ดเสร็จลดได้ 14 กก.

"ช่วงเดือนแรกก็รู้สึกท้อแท้ว่าเราเสียเงินตั้งเยอะแต่ทำไมน้ำหนักมันไปไม่ถึงไหนเลย ก็เลยไปใช้อาหารเสริมช่วยเพราะอยากจะให้มันลง ก็เลยกลายเป็นว่ามีปัญหากับระบบขับถ่าย จนคุณอินโภชนากรที่ Slim Up เขาก็บอกว่าให้หยุดเถอะ เอาอุปกรณ์อย่างเดียวก็พอ เราก็เลยลอง จนมาเดือนที่สามก็ลดมาได้ประมาณสัก 2 กก. เอง ก็รู้สึกท้อๆ อยู่ จนกระทั่งมาเดือนที่สี่นี่หายไป 6 กก. พี่ก็ดีใจแล้วก็เที่ยวไปถามคนอื่นว่าทำไมไม่เห็นมีใครทักพี่เลย น้ำหนักพี่หายไปเยอะขนาดนี้ ถึงขั้นพี่ไปถามคนที่ทำงานว่านี่พี่ไม่ผอมลงบ้างเลยเหรอ ไม่เห็นพี่ผอมเลยเหรอ ทุกคนก็ยืนคิด พี่ก็บอกว่าถ้าคุณยืนคิดขนาดนี้แสดงพี่ว่ายังไม่ผอม (ยิ้ม) อีกเดือนถัดมาน้ำหนักพี่ก็ลงไปอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้คนทักเยอะมากว่าพี่ผอมลงไปเยอะมาก คนมาเริ่มทักตอนที่พี่ผอมไปแล้ว 10 กก. เรานี่เปลี่ยนกางเกงไปหลายตัวแล้วก็เลยคิดว่าสงสัยเป็นเพราะเราแต่งตัวไม่ได้เข้ารูป

"จริงๆ ตอนนี้น้ำหนักก็หยุดลงไปสองเดือนแล้ว แต่ทั้งหมดที่พี่ลดมา 14 กก. นี่ใช้เวลาหกเดือน คือเดือนที่สี่นี่พี่ลงไป 6 กก. แล้วก็ไหลลงไปเรื่อยๆ แต่อย่างช่วงสามเดือนแรกนี่ท้อแท้เลย เพราะก็ทั้งลดอาหาร ลดกาแฟเย็น แล้วทำไมน้ำหนักเพิ่งลงไปได้นิดเดียว จนเดือนที่สี่นี่กำลังใจเยอะ จนตอนหลังก็กลับมาทานกาแฟเย็นเหมือนเดิมได้แล้ว จริงๆ ก็มีตั้งเป้าเอาไว้ว่าอยากได้ซัก 48 กก. แต่คุณไก่ผู้จัดการสาขาบอกว่าเยอะไป ผอมไปแล้วไม่สวย เพราะตอนนี้ก็อยู่ที่ 50 กก. กว่า จริงๆ อีกสองกิโลก็น่าจะลดได้แต่เขากลัวว่าจะโทรมไป

"อีกอย่างพี่เพิ่งไปตรวจโรคมาเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ผลออกมาดีมาก คอเลสเตอรอลเหลือ 160 ไตกรีเซอร์ไลก็ดีมาก ทุกอย่างดี ความดันก็ดีขึ้น ตอนนี้หมอก็ลดยาให้พี่ไปแล้วครึ่งนึง โดยรวมก็คิดว่าดีนะคะสำหรับตัวเอง"

ประทับใจบริการ

"น้องๆ เขาดูแลดีนะ สุภาพ อัธยาศัยดี มารยาทก็ดี แล้วน้องคนที่ทำทรีตเมนท์ให้พี่นี่คือแรกๆ ไปทำก็เปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ แต่พอหลังๆ มาพี่ก็ขอคนนี้ที่ชื่อน้องปัทนี่ดีมาก ทั้งดูแลเรื่องนัดหมาย คอยกระตุ้นกระทุ้งให้พี่มาทำตัวนั้นตัวนี้อยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลาก็เหมือนกับว่าเราเสียเงินแล้วเราต้องไปต่อเนื่อง เขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เราต้องไปเรื่อยๆ คือพอทำเสร็จเขาก็จะคอยบอกพี่ว่าให้พี่มาวันนั้นวันนี้"

ไม่อยากดูแก่ต้องดูแลตัวเอง

"อย่างที่หนึ่งคือยิ่งอ้วนยิ่งดูแก่ แล้วก็เวลาที่ไปซื้อเสื้อผ้าแต่งตัวอะไรก็ไม่สวย หยิบอะไรมาใส่ก็ไม่สวย แล้วพอเราอ้วนก็ต้องขยับไปใส่เสื้อผ้าอีกแบรนด์หนึ่งซึ่งราคาแพง เพราะเสื้อผ้าทั่วๆ ไปเราก็ใส่ไม่ได้ แล้วที่สำคัญคือดูไม่ดี ดูแล้วไม่สดชื่น แต่สาระใหญ่ๆ คือเรื่องของสุขภาพ คือทานอะไรนิดหนึ่งแล้วก็มาอ้วน มาเผละมันก็ดูไม่ดีน่ะ"

เห็นผลจริง ต้องลอง

"ถ้าถามพี่ พี่ว่าเป็นอะไรที่น่าลองนะ พี่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะได้ผลแบบนี้กับทุกคนหรือเปล่า แต่ถ้าเรามีวินัยแล้วคิดว่าลองมาหลายวิธีแล้วไม่ได้ผลก็ให้มาลองที่ Slim Up Center ดู เพราะพี่ลองมาแล้วก็พอใจกับสิ่งที่ทำ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองลำบาก เครื่องที่ทำก็สบายๆ แล้วเรื่องควบคุมอาหารนี่เขาก็ให้พี่คุมแค่ช่วงเดือนแรกๆ พอน้ำหนักลดลงมาได้เรื่อยๆ เขาก็ให้พี่ทานตามสบายแล้ว คือจริงๆ พี่ก็ลองมาหลายอย่างแล้วก็ไม่ได้ผลนะ แต่มา Slim Up Center แล้วได้ผล ฉะนั้นถ้าเกิดว่าใครไม่ได้ลำบากเรื่องค่าใช้จ่ายก็อยากให้ลองดู อย่างคุณเอื้อง สาลินี นี่เห็นผลดีมาก เรามาลองแล้วก็ได้ผล ก็เลยอยากให้คนที่คิดๆ อยู่ลองดู แล้วเรื่องของสุขภาพนี่สำคัญเลย เพราะตั้งแต่อายุเลย 35 มานี่ รู้ตัวเลยว่าทานอาหารเท่าเดิม แต่ความอ้วนกับสุขภาพนี่มันไปเร็วมาก"